บทความทั้งหมด
ภาษี21 ตุลาคม 2569อ่าน 15 นาที

ประกันลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่ ฟรีแลนซ์เช็กก่อนจ่ายเบี้ยปลายปี

ประกันชีวิต สุขภาพ สุขภาพพ่อแม่ และบำนาญ ลดหย่อนได้เท่าไหร่ เงื่อนไขอะไรต้องเช็กก่อนซื้อ พร้อมตัวอย่างคำนวณว่าเบี้ยที่จ่ายไปช่วยให้ภาษีลดลงกี่บาท และเมื่อไหร่ที่ซื้อประกันแล้วภาษีไม่ลดเลย

ปลายปีทีไร ฟรีแลนซ์หลายคนจะเริ่มถามคำถามเดียวกัน "ซื้อประกันตอนนี้ทันไหม ลดภาษีได้เท่าไหร่" บางคนรีบซื้อปลายธันวาคม พอยื่นจริงกลับพบว่าภาษีไม่ได้ลดลงเลยสักบาท เพราะตั้งแต่แรกก็ไม่ได้ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว

บทความนี้จะพาคุณดูว่าประกันแต่ละแบบลดหย่อนได้เท่าไหร่ เงื่อนไขอะไรที่ต้องเช็กก่อนซื้อ และวิธีคำนวณว่าเงินเบี้ยที่จ่ายไปจะกลับมาเป็นภาษีที่ประหยัดได้จริงเท่าไหร่

ประกันแบบไหนลดหย่อนได้บ้าง

ประกันที่ใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ มีสี่กลุ่มหลัก แต่ละกลุ่มมีเพดานของตัวเอง และบางกลุ่มใช้เพดานร่วมกัน

ประเภทประกันลดหย่อนได้สูงสุดใช้เพดานร่วมกับ
ประกันชีวิต (สัญญา 10 ปีขึ้นไป)100,000 บาทประกันสุขภาพตัวเอง
ประกันสุขภาพตัวเอง25,000 บาทประกันชีวิต รวมกันไม่เกิน 100,000
ประกันสุขภาพพ่อแม่15,000 บาท—
ประกันชีวิตแบบบำนาญ15% ของเงินได้ ไม่เกิน 200,000 บาทRMF, PVD, กอช. รวมกันไม่เกิน 500,000

ประกันชีวิต + ประกันสุขภาพตัวเอง รวมกันได้ไม่เกิน 100,000 บาท ไม่ใช่ 125,000

จุดนี้คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด ถ้าคุณจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 90,000 และประกันสุขภาพ 25,000 สิทธิที่ใช้ได้จริงคือ 100,000 เท่านั้น ส่วนที่เกินมา 15,000 ใช้ลดหย่อนไม่ได้

เงื่อนไขที่ต้องเช็กก่อนจ่ายเบี้ย

ไม่ใช่ทุกกรมธรรม์ที่ใช้ลดหย่อนได้ ก่อนซื้อให้ถามตัวแทนหรือดูในกรมธรรม์ว่าผ่านเงื่อนไขเหล่านี้หรือไม่

ประกันชีวิต

  • สัญญามีกำหนด 10 ปีขึ้นไป
  • ทำกับบริษัทประกันที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย
  • ถ้ามีเงินคืนระหว่างสัญญา เงินคืนต้องไม่เกินที่บริษัทกำหนดไว้ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร กรมธรรม์ที่ใช้สิทธิได้มักระบุไว้ชัด
  • สัญญาเพิ่มเติม (เช่น ค่ารักษา อุบัติเหตุ) ที่แนบมากับประกันชีวิต ไม่นับเป็นเบี้ยประกันชีวิต ถ้าเป็นค่ารักษาพยาบาลจะไปเข้าเพดานประกันสุขภาพแทน
  • ถ้าเป็นประกันควบการลงทุน (Unit Linked) ใช้ได้เฉพาะส่วนที่เป็นค่าความคุ้มครอง ไม่รวมเงินส่วนลงทุน

ข้อควรระวังคือ ถ้ายกเลิกกรมธรรม์ก่อนครบ 10 ปี สิทธิลดหย่อนที่เคยใช้ไปจะถูกเรียกคืน ต้องยื่นแบบเพิ่มเติมและเสียภาษีย้อนหลังสำหรับปีที่ใช้สิทธิไปแล้ว

ประกันสุขภาพตัวเอง

ใช้ได้กับประกันค่ารักษาพยาบาล ประกันอุบัติเหตุเฉพาะส่วนที่จ่ายค่ารักษา ประกันโรคร้ายแรง และประกันดูแลระยะยาว

ประกันสุขภาพพ่อแม่

  • พ่อแม่ต้องมีเงินได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท
  • ต้องเป็นพ่อแม่ตามกฎหมาย ลูกบุญธรรมใช้สิทธินี้ไม่ได้
  • ถ้าพี่น้องหลายคนช่วยกันจ่ายเบี้ย ให้หารสิทธิกันตามจำนวนคนที่จ่าย

ประกันบำนาญ

  • สัญญา 10 ปีขึ้นไป จ่ายเบี้ยครบก่อนเริ่มรับบำนาญ
  • เริ่มรับบำนาญตั้งแต่อายุ 55 ปี และรับเป็นงวด ๆ
  • ถ้าคุณยังไม่ได้ใช้สิทธิประกันชีวิตทั่วไปเลย เบี้ยบำนาญสามารถใช้เพดานประกันชีวิต 100,000 ก่อน แล้วค่อยใช้เพดานบำนาญอีก 200,000 ได้

ข้อสุดท้ายนี้สำคัญกับฟรีแลนซ์ เพราะฟรีแลนซ์ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) จากนายจ้าง ประกันบำนาญกับ RMF จึงเป็นสองทางหลักที่ใช้ออมเงินเกษียณไปพร้อมกับลดภาษี

แจ้งบริษัทประกันก่อน ไม่อย่างนั้นใช้สิทธิไม่ได้

ตั้งแต่หลายปีที่ผ่านมา กรมสรรพากรให้บริษัทประกันส่งข้อมูลเบี้ยประกันเข้าระบบโดยตรง คุณต้อง แจ้งความประสงค์ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี กับบริษัทประกันก่อน บริษัทจึงจะส่งข้อมูลให้

ถ้าไม่ได้แจ้ง ตอนยื่นแบบ ระบบจะไม่มีข้อมูลเบี้ยประกันของคุณ และสิทธิลดหย่อนก้อนนี้อาจถูกตัดออก ส่วนใหญ่แจ้งได้ตอนสมัคร หรือแจ้งผ่านแอป เว็บไซต์ หรือตัวแทนของบริษัทประกันภายหลังก็ได้

ทำไมฟรีแลนซ์ควรดูเรื่องนี้ให้ดี

พนักงานประจำมีนายจ้างช่วยหักภาษีไว้ทุกเดือน และมักมีประกันกลุ่มกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้อยู่แล้ว ฟรีแลนซ์ไม่มีสิ่งเหล่านี้ คุณต้องจัดการความคุ้มครองและการออมของตัวเองทั้งหมด

พอไม่มีประกันกลุ่ม ป่วยหนักขึ้นมาหนึ่งครั้งก็กินเงินเก็บไปหลายเดือน และเดือนที่ป่วยคือเดือนที่ไม่มีรายได้เข้าด้วย ประกันสุขภาพจึงเป็นของที่ฟรีแลนซ์ควรมีอยู่แล้ว การที่มันลดหย่อนภาษีได้คือผลพลอยได้

ตัวอย่าง: ภาษีลดลงเท่าไหร่จริง ๆ

สมมติคุณเป็นฟรีแลนซ์ รับงานแล้วถูกหัก ณ ที่จ่าย ได้เงินได้ประเภท 40(2) ทั้งปี 720,000 บาท (เฉลี่ยเดือนละ 60,000) ไม่มีค่าลดหย่อนอื่นนอกจากค่าลดหย่อนส่วนตัว

ปีนี้คุณจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 70,000 บาท และประกันสุขภาพ 20,000 บาท รวม 90,000 บาท ซึ่งไม่เกินเพดานร่วม 100,000

รายการไม่มีประกันมีประกัน
เงินได้ 40(2)720,000720,000
หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000−100,000−100,000
ค่าลดหย่อนส่วนตัว−60,000−60,000
ประกันชีวิต + สุขภาพ—−90,000
เงินได้สุทธิ560,000470,000
ภาษีที่ต้องเสีย36,50024,500

ภาษีลดลง 12,000 บาท จากเบี้ยที่จ่ายไป 90,000 บาท

เงินที่ประหยัดได้ ≈ เบี้ยที่ใช้ลดหย่อน × อัตราภาษีขั้นสูงสุดที่คุณโดน

ในตัวอย่างนี้ เงินได้สุทธิ 560,000 อยู่ขั้น 15% แต่การหัก 90,000 ทำให้เลื่อนลงมาขั้น 10% ด้วย ส่วนแรก 60,000 จึงประหยัดได้ 15% อีก 30,000 ประหยัดได้ 10% รวมเป็น 12,000 พอดี

กรณีที่ซื้อประกันแล้วภาษีไม่ลดเลย

ลองเปลี่ยนตัวอย่างเป็นฟรีแลนซ์ที่มีเงินได้ 40(2) ทั้งปี 300,000 บาท

รายการไม่มีประกันมีประกัน 90,000
เงินได้สุทธิ140,00050,000
ภาษีที่ต้องเสีย00

เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษีอยู่แล้ว ถ้าเงินได้สุทธิของคุณยังไม่ถึงตรงนั้น การซื้อประกันเพิ่ม ไม่ช่วยลดภาษีสักบาท

ไม่ได้แปลว่าไม่ควรซื้อประกัน ถ้าคุณต้องการความคุ้มครองก็ยังควรมี แค่อย่าตัดสินใจซื้อโดยหวังผลเรื่องภาษีเป็นหลัก

สามอย่างที่ควรจำ

  1. ประกันชีวิต + สุขภาพตัวเองรวมกันไม่เกิน 100,000 ไม่ได้แยกกันคนละก้อน
  2. ภาษีที่ประหยัดได้ไม่เท่ากับเบี้ยที่จ่าย แต่เท่ากับเบี้ยคูณอัตราภาษีขั้นที่คุณอยู่ ซึ่งสำหรับฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่อยู่ที่ 5–15%
  3. ต้องแจ้งบริษัทประกันให้ส่งข้อมูลกรมสรรพากร ไม่อย่างนั้นใช้สิทธิไม่ได้

เช็กของตัวเองก่อนยื่นแบบ

  1. รวมเงินได้ทั้งปีจากหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ทุกใบ
  2. คำนวณเงินได้สุทธิคร่าว ๆ ก่อนใส่ประกัน ถ้าต่ำกว่า 150,000 ไม่ต้องคิดเรื่องลดหย่อนเพิ่ม
  3. ขอหนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันจากบริษัทประกัน ปกติส่งให้ช่วงต้นปี หรือโหลดได้จากแอปของบริษัท
  4. แยกเบี้ยตามประเภท ประกันชีวิต สุขภาพ สัญญาเพิ่มเติม บำนาญ แล้วใส่ให้ตรงช่อง
  5. ตรวจว่าแจ้งความประสงค์ใช้สิทธิกับบริษัทประกันแล้ว ในระบบ e-Filing จะเห็นข้อมูลเบี้ยที่บริษัทส่งมาให้

ถ้าคุณบันทึกรายได้และใบ 50 ทวิไว้ใน GigFlow ระหว่างปี แอปจะรวมเงินได้และภาษีที่ถูกหักไว้ให้ พร้อมประมาณภาษีที่ต้องเสีย คุณจะเห็นได้เร็วขึ้นว่าตัวเองอยู่ขั้นภาษีไหน และการซื้อประกันเพิ่มจะคุ้มกับเรื่องภาษีแค่ไหน ก่อนตัดสินใจจ่ายเบี้ยปลายปี


อ้างอิง

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษี กรณีที่ซับซ้อนควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือกรมสรรพากรโดยตรง

แชร์บทความนี้

บทความนี้อ่านฟรี และ GigFlow ก็ใช้ฟรีทั้งหมด สนับสนุนค่าเซิร์ฟเวอร์ได้ที่นี่

อ่านต่อ